แผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนากองทัพสหรัฐฯในศตวรรษที่ 21

สหรัฐมียุทธศาสตร์ชัดเจนในการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค โดยมีแผนในช่วง 5 ปีข้างหน้าที่จะสร้างเรือรบรุ่นใหม่ 40 ลำ ในอนาคตจะมีการเพิ่มจำนวนและขนาดของการซ้อมรบในภูมิภาค และจะมีการเพิ่มการเยือนท่าเรือต่างๆของเรือรบสหรัฐ โดยภายในปี 2020 จะมีการปรับสัดส่วนกองทัพเรือของสหรัฐครั้งใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันมีสัดส่วน 50/50 เปอร์เซ็นต์ระหว่างกองกำลังในมหาสมุทรแปซิฟิกกับในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ในอนาคตสัดส่วนจะกลายเป็น 60% ในแปซิฟิก และ40% ในแอตแลนติก

การปรับกำลังพลแนวใหม่ของสหรัฐฯ สามารถคาดการณ์ได้ว่าเอเชียและอาเซียนในศตวรรษที่ 21 อาจกลายมาเป็นแนวสนามแห่งใหม่ที่ทำให้ทหารสหรัฐฯสามารถเจาะเกราะแทรกซึมเข้ามาโฉบเฉี่ยวโลดแล่นบนเวทีความมั่นคงประจำภูมิภาคได้อย่างแนบแน่นมากกว่าในอดีต ซึ่งก็ถือเป็นทิศทางการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากองทัพสหรัฐฯ ระหว่างห้วงปี ค.ศ.2011-2015 ที่กำหนดให้โครงสร้างกำลังรบสหรัฐฯจะต้องประกอบไปด้วยการบรรจุยุทโธปกรณ์แนวใหม่ อย่างเช่น เรือบรรทุกเครื่องบินจำนวน 10-11 ลำ กองเรือผิวน้ำขนาดใหญ่ 84-88 ลำ เรือรบสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก 29-31 ลำ ตลอดจนกองบินทิ้งระเบิดระยะไกล จำนวน 5 กอง และกองบินครองอากาศขนาดใหญ่อีกราวๆ 6 กอง การรุกคืบทางการทหารของกองทัพสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการโต้กลับทางยุทธศาสตร์ขนานใหญ่จากจีน ได้ทำให้ภูมิภาคอาเซียนถูกกำหนดให้เป็นโซนบริวารหรือกระดานสัประยุทธ์ทางการทหารของสองทวิอำนาจทางการเมืองโลกอย่างชัดแจ้ง จนทำให้อาเซียนและรัฐแปซิฟิกอื่นๆ อาจดำรงสภาพเป็นเพียงแค่เขตอิทธิพลของพญาอินทรีย์กับพญามังกร

การเสริมสร้างเสถียรภาพทั่วโลกผ่านการเป็นหุ้นส่วนในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ และวางเป้าหมายปรับโฉมกำลังทหารเพื่อให้ทันกับปัญหาท้าทายในอนาคตเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่สหรัฐต้องเผชิญได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนในช่วงเวลา 7 ปีนับแต่แผนยุทธศาสตร์ฉบับก่อน ปัจจุบันสหรัฐประสบปัญหาท้าทายหลากหลายด้านในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตั้งแต่การผงาดขึ้นของจีนและอินเดีย, โครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ, การเปลี่ยนดุลอำนาจทางเศรษฐกิจโลก จนถึงการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรกันอย่างดุเดือด ซึ่งแผนนี้เรียกร้องให้สหรัฐปรับปรุงเสถียรภาพของโลกด้วยการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระดับกองทัพต่อกองทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทั้งกับจีนและประเทศในภูมิภาคนี้