9

ถ้าจะนึกถึงวงการการศึกษาเพื่อก้าวเข้ามาเป็นผู้นำในรั้วของชาติแล้ว เราจะอดนึกถึงโรงเรียนนายสิบนายร้อยหลายเหล่าทัพไม่ได้ครับ ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้ได้สร้างนักรบ นักวางแผน ฝึกวินัยและสร้างทีมเวิร์ค เพื่อปกป้องบ้านเมืองเรามาช้านาน วันนี้ eduzones จึงมีไอเดียดีๆพาทุกคนบินลัดฟ้าสู่สหรัฐอเมริกามาทำความรู้จักกับ 10 โรงเรียนเหล่าทัพชื่อดังของสหรัฐอเมริกากัน โรงเรียนแต่ละโรงล้วนแล้วแต่สร้างบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในสหรัฐอเมริกาและเป็นสถานที่อบรมบ่มเพาะผู้นำโลกในหลายประเทศอีกด้วย อยากรู้จักกันแล้วใช่ไหมมาดูกันเลย

Valley Forge Military Academy And College ก่อตั้งในปีค.ศ.1928 ในพื้นที่อันกว้างใหญ่ในเขต Wayne ของรัฐ Pennsylvania สถานที่แห่งนี้อบรมบ่มเพาะนักเรียนหนุ่มตั้งแต่เกรด 7 ถึง เกรด 12 หรือถ้าเป็นบ้านเราก็เทียบได้กับระดับชั้นมัธยมศึกษานั่นเองครับ โรงเรียนแห่งนี้จัดได้ว่ารับนักเรียนน้อยมากที่สุดโรงเรียนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาครับ โดยมีนักเรียนรวมกันทั้งสิ้นในปัจจุบันเพียงแค่ 600 คนเท่านั้น

US Merchant Marine Academy เป็นหนึ่งในโรงเรียนทหารเรือที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อตั้งในปีค.ศ.1942 ในเขต Kings Point ของ New York ปัจจุบันโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนในระดับปริญญาตรีประมาณ 900 คน แต่การสอบเข้านั้นไม่ง่ายครับ เพราะการสอบเข้านั้นต้องสอบ SAT/ACT ส่งบทความแรงบันดาลใจ จดหมายรับรอง 3 ฉบับ ต้องผ่านการทดสอบด้านร่างกายและได้รับการแนะนำจากสมาชิกสภา Congress อีกด้วย ปัจจุบันมีนักเรียนจากทั่วโลกกว่า 18 ชาติเข้ามาเรียนที่นี่ในหลักสูตรหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรีด้าน leadership development หรือ physical and military training ชาว eduzonesคนไหนสนใจลองเข้าเว็บไซต์โรงเรียนเข้าไปศึกษาข้อมูลดูได้นะครับ

US Coast Guard Academy มีความเกี่ยวข้องกับการกู้ชีพทางทะเล โรงเรียนตั้งอยู่ใน New London ของรัฐ Connecticut และถูกจัดเป็นโรงเรียนที่เล็กที่สุดใน 5 สถาบันการบริการของรัฐ การสอบเข้าค่อนข้างมีการแข่งขันสูง โดยมีการรับเพียง 400 คน จากผู้สมัครกว่า 2,500 คนในปีที่แล้ว ผู้เข้าศึกษาที่ได้รับการตอบรับไม่เพียงแค่เป็นผู้ที่ได้รับคำแนะนำจาก U.S. member of Congress เท่านั้นแต่ต้องแข่งขันกันสอบเข้าด้วย โดยมีอัตราการรับเข้าเพียง 16% เท่านั้น

The Citadel หรือในชื่อทางการว่า “The Military College of South Carolina” เป็นโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานระดับประเทศและประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1842 โดยรู้จักกันในฐานะโรงเรียนตำรวจ ซึ่งสอนในระดับปริญญาตรี The Citadel มีประวัติศาสตร์อันโด่งดังสมัยสงคราม Civil War ของสหรัฐอเมริกา ด้วยศิษย์เก่าที่มีบทบาททางการเมืองระดับประเทศ

32

ปัจจุบันอเมริกามีค่ายฝึกในอิรัก 4 แห่ง โดย 2 แห่งอยู่ใกล้ๆ กรุงแบกแดด แห่งที่ 3 อยู่ที่ฐานทัพอากาศในจังหวัดอันบาร์ และแห่งสุดท้ายอยู่ใกล้เมืองเออร์บิล ทางเหนือของอิรักยังไม่มีความชัดเจนว่า ค่ายฝึกแห่งใหม่ที่อาจจะพร้อมเริ่มดำเนินการในฤดูร้อนนี้ จะฝึกทหารอิรักเพื่อส่งเข้าต่อสู้กับไอเอสได้เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ในปีที่แล้ว อเมริกาช่วยฝึกทหารให้อิรักได้ประมาณ 9,000 คน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดูจะแน่นอนแล้วก็คือจะไม่มีการส่งกองทหารอเมริกันเข้าไปใกล้ๆ แนวหน้าของการสู้รบ เพื่อทำหน้าที่ช่วยชี้เป้าการโจมตีทางอากาศ หรือให้คำแนะนำการรบแก่หน่วยย่อยของอิรัก กระนั้น เจ้าหน้าที่อเมริกันผู้หนึ่งระบุว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้อาจจะรวมถึงการเร่งรัดจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ไปให้ทหารบางหน่วยของอิรัก

ขณะอยู่ในนครเยรูซาเลมว่า ได้ยื่นข้อเสนอเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต่อโอบามาแล้ว และชี้ว่าในขณะนี้โอบามาอาจจะต้องพิจารณาคำถามต่างๆ จำนวนหนึ่ง เป็นต้นว่า ทหารอเมริกันในอัฟกานิสถานและที่อื่นๆ ในโลกจะต้องมีการเปรับเปลี่ยนกิจกรรมอย่างไรหรือไม่ หากอเมริกาเข้าร่วมในสงครามอิรักมากขึ้น เดมป์ซีย์เสริมว่า เพนตากอนยังกำลังทบทวนหนทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพการโจมตีทางอากาศ ซึ่งถือเป็นเสาหลักของยุทธศาสตร์ของโอบามา ในการกรุยทางให้ทหารภาคพื้นดินของอิรัก สามารถเข้ายึดดินแดนคืนจากไอเอส ตัวโอบามาเองกล่าวยอมรับ สหรัฐฯยังคงไม่มี ยุทธศาสตร์ที่พร้อมสมบูรณ์ ในการฝึกกองกำลังอาวุธชาวอิรัก และเรียกร้องรัฐบาลชีอะห์เปิดทางให้อาสาสมัครชาวสุหนี่เข้าร่วมในการสู้รบกับไอเอสให้มากขึ้นเดมป์ซีย์สำทับว่า เมื่อเร็วๆ นี้ โอบามาขอให้ทีมความมั่นคงแห่งชาติตรวจสอบและพิจารณาวิธีการในการปรับปรุงประสิทธิภาพการฝึกและติดอาวุธให้ทหารอิรัก หลังจากมีเสียงวิจารณ์แนวทางนี้ของวอชิงตัน แม้กระทั่งแอช คาร์เตอร์ รัฐมนตรีกลาโหมเองยังแสดงความเคลือบแคลง โดยแถลงว่า การที่กองทัพอิรักละทิ้งรามาดีจนไอเอสยึดไปได้อย่างไม่ยากไม่เย็นอะไรนั้น บ่งชี้ให้ว่าชาวอิรักไม่มีใจในการรบ

connon
ทหารราบ คือเหล่าทหารที่มีหน้าที่ทำการรบทางพื้นดิน นับว่าเป็นเหล่าที่มีหน้าที่สำคัญมากและเหน็ดเหนื่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการรบในรูปลักษณะใดก็ตามทหารราบต้องทำการรบตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงการต่อสู้ในระยะประชิดตัวต่อตัวด้วยการใช้ดาบปลายปืนและอาวุธสั้นชนิดต่างๆเพื่อแย่งยึดพื้นที่ข้าศึกควบคุมหรือยึดครองอยู่มาเป็นของฝ่ายเราให้จงได้ สำหรับบทบาทของหน่วยทหารราบนั้นเป็นการปฎิบัติที่ต้องการความเด็ดขาดในการยุทธเคลื่อนที่เร็วทางพื้นดิน โดยใช้ยานรบทางพื้นดินและอากาศ โดยกำเนิดของทหารม้ามีลักษณะเพื่อการรบด้วยวิธีรุกเป็นหลักและดำรงคุณลักษณะได้ด้วยการใช้ยานรบอย่างชำนาญ บทบาทนี้ปฎิบัติโดยทหารม้า ในกองพลทหารราบ และหน่วยทหารม้านอกกองพลทหารราบ

การระวังป้องกัน การกระจายกำลัง การกำบัง การซ่อนพราง การลวง และการยิงข่มอาวุธข้าศึก สิ่งสำคัญที่สุดคือทหารราบต้องอยู่พ้นวิสัยการตรวจจับของฝ่ายข้าศึกให้ได้จึงจะอยู่รอดได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ทหารราบจะกลายเป้าหมายที่ล่อแหลมจากอำนาจการยิงของข้าศึกทุกชนิด และเมื่อตกเป็นเป้าหมายของฝ่ายข้าศึกแล้ว ทหารราบจำเป็นต้องทำการรบแตกหัก หรือเข้าประชิดและทำลายข้าศึกซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พึงประสงค์ แต่สิ่งที่ทหารราบมีความมุ่งประสงค์อยู่ตลอดเวลาก็คือ การได้เป็นฝ่ายกำหนดตำบลและเวลาของการรบ ดังนั้นจึงต้องพิทักษ์หน่วยเอาไว้จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนดตำบลและเวลาของการรบได้แล้วเข้าทำการรบด้วยอำนาจกำลังรบสูงสุดและด้วยการจู่โจม

ขีดความสามารถจองทหารราบ

1. ดำเนินกลยุทธ์ภายใต้การยิงการยิงที่มีเกาะป้องกันในสนามรบ
2. เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในพื้นที่หนึ่งและเข้าปะทะข้าศึกเพื่อตัดสินการรบ ณ ตำบล คับขัน
3. กระจายกำลัง และรวมกำลังอย่างรวดเร็ว
4. ทนต่อการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ได้ในระดับหนึ่ง
5. เข้าปะทะและผละจากการสู้รบกับข้าศึกได้อย่างรวดเร็ว โดยสูญเสียน้อยที่สุด
6.เข้าโจมตีอย่างหนักหน่วงต่อที่มั่นข้าศึก

ขีดจำกัดของทหารราบ

1. สิ้นเปลือง สป.ต่าง ๆมาก โดยเฉพาะ สป.3 และสป.5
2. มีความต้องการในการซ่อมบำรุงสูง
3. ยานรบส่วนมากมีน้ำหนักมากจึงมีปัญหาในการขนส่ง การเคลื่อนย้าย และการปฏิบัติการในพื้นที่ที่มีความอ่อนนุ่ม หรือเป็นที่ลุ่มและพื้นที่ที่เป็นป่าเขา

การจัดหน่วยทหารราบ

การจัดหน่วยทหารราบในปัจจุบัน แบ่งตามลักษณะการจัดได้ ดังนี้
– จัดเป็นหน่วยระดับกองพลเรียกว่า กองพลทหารราบ
– จัดเป็นหน่วยระดับกรม เรียกว่า กรมทหารราบ
– จัดเป็นหน่วยระดับกองพัน เรียกว่า กองพันทหารราบ
– จัดเป็นหน่วยระดับกองร้อยอิสระ เรียกว่า กองร้อยทหารม้าลาดตระเวน กองพลทหารราบ และกองร้อยทหารม้ารักษาพระองค์

ทุกครั้งที่ได้รับรู้เรื่องราวข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความไม่สงบต่างๆ รวมไปถึงการเข้าจับกุมยาเสพติด และการเข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย เราจะเห็นว่าการทำงานของเจ้าหน้าทหารนั้นเต็มไปด้วยอันตราย เรียกได้ว่าต้องลุ้นกันวินาทีต่อวินาที …
และท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียดนั้น เราก็จะพบว่านอกจากจะมีทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องความสงบสุขของประชาชนแล้ว ก็ยังมี “สุนัขทหาร” ที่เป็นอีกหนึ่งแรงกำลังสำคัญที่ร่วมทำงานอยู่เคียงข้างทหารในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงอันตราย ถ้าหากปฏิบัติภารกิจสำเร็จทั้งทหารและสุนัขทหารก็จะปลอดภัย แต่ถ้าหากปฏิบัติภารกิจไม่สำเร็จ นั่นก็อาจหมายถึง “การสูญเสีย” …เมื่อทุกวินาทีของการปฏิบัติภารกิจหมายถึงชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ดังนั้นทั้งทหารและสุนัขทหารจึงต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักก่อนที่จะลงสนามปฏิบัติภารกิจจริง

กองพันสุนัขทหาร มีภารกิจอะไรที่ต้องรับผิดชอบบ้าง?
สำหรับภารกิจหลักของเหล่านักรบสายจูงผู้กล้านั้น โดยภารกิจหลักก็คือการสนับสนุนหน่วยทหารในการรบด้วยการลาดตระเวน สะกดรอย ค้นหาทุ่นระเบิดหรือกับระเบิด ตรวจค้นยาเสพติดให้โทษและเพิ่มขีดความสามารถให้กับหน่วยทหารในการรักษาความปลอดภัยในที่ตั้งทางทหารและคลังยุทโธปกรณ์ ในส่วนของภารกิจป้องกันชายแดน ทางกองพันสุนัขทหารจะจัดกำลังพล

และอีกหนึ่งภาระกิจสำคัญของเหล่านักรบสายจูงก็คือ ถวายความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัย โดยจะมีชุดสุนัขรักษาความปลอดภัยสนับสนุนกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัยวังไกลกังวล , ชุดสุนัขทหารสนับสนุนกองพันทหารราบที่๔ กรมทหารราบที่๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ , หมวดสุนัขรักษาความปลอดภัยกองบัญชาการกองทัพบก , หมวดสุนัขรักษาความปลอดภัยกองบัญชาการช่วยรบที่ ๒ และหมวดสุนัขสนับสนุนกองพันป้องกันฐานบิน ศูนย์การบินทหารบก ในส่วนของการรักษาความมั่นคงภายใน ก็จะมีกองร้อยสุนัขทหารอโณทัย หน่วยเฉพาะกิจอโณทัย ที่จะปฏบัติภารกิจในพื้นที่สีแดงบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ และภารกิจที่ประชาชนพบได้บ่อยก็คือ สุนัขทหารที่ทำหน้าที่เป็นชุดรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

สหรัฐมียุทธศาสตร์ชัดเจนในการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค โดยมีแผนในช่วง 5 ปีข้างหน้าที่จะสร้างเรือรบรุ่นใหม่ 40 ลำ ในอนาคตจะมีการเพิ่มจำนวนและขนาดของการซ้อมรบในภูมิภาค และจะมีการเพิ่มการเยือนท่าเรือต่างๆของเรือรบสหรัฐ โดยภายในปี 2020 จะมีการปรับสัดส่วนกองทัพเรือของสหรัฐครั้งใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันมีสัดส่วน 50/50 เปอร์เซ็นต์ระหว่างกองกำลังในมหาสมุทรแปซิฟิกกับในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ในอนาคตสัดส่วนจะกลายเป็น 60% ในแปซิฟิก และ40% ในแอตแลนติก

การปรับกำลังพลแนวใหม่ของสหรัฐฯ สามารถคาดการณ์ได้ว่าเอเชียและอาเซียนในศตวรรษที่ 21 อาจกลายมาเป็นแนวสนามแห่งใหม่ที่ทำให้ทหารสหรัฐฯสามารถเจาะเกราะแทรกซึมเข้ามาโฉบเฉี่ยวโลดแล่นบนเวทีความมั่นคงประจำภูมิภาคได้อย่างแนบแน่นมากกว่าในอดีต ซึ่งก็ถือเป็นทิศทางการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากองทัพสหรัฐฯ ระหว่างห้วงปี ค.ศ.2011-2015 ที่กำหนดให้โครงสร้างกำลังรบสหรัฐฯจะต้องประกอบไปด้วยการบรรจุยุทโธปกรณ์แนวใหม่ อย่างเช่น เรือบรรทุกเครื่องบินจำนวน 10-11 ลำ กองเรือผิวน้ำขนาดใหญ่ 84-88 ลำ เรือรบสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก 29-31 ลำ ตลอดจนกองบินทิ้งระเบิดระยะไกล จำนวน 5 กอง และกองบินครองอากาศขนาดใหญ่อีกราวๆ 6 กอง การรุกคืบทางการทหารของกองทัพสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการโต้กลับทางยุทธศาสตร์ขนานใหญ่จากจีน ได้ทำให้ภูมิภาคอาเซียนถูกกำหนดให้เป็นโซนบริวารหรือกระดานสัประยุทธ์ทางการทหารของสองทวิอำนาจทางการเมืองโลกอย่างชัดแจ้ง จนทำให้อาเซียนและรัฐแปซิฟิกอื่นๆ อาจดำรงสภาพเป็นเพียงแค่เขตอิทธิพลของพญาอินทรีย์กับพญามังกร

การเสริมสร้างเสถียรภาพทั่วโลกผ่านการเป็นหุ้นส่วนในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ และวางเป้าหมายปรับโฉมกำลังทหารเพื่อให้ทันกับปัญหาท้าทายในอนาคตเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่สหรัฐต้องเผชิญได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนในช่วงเวลา 7 ปีนับแต่แผนยุทธศาสตร์ฉบับก่อน ปัจจุบันสหรัฐประสบปัญหาท้าทายหลากหลายด้านในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตั้งแต่การผงาดขึ้นของจีนและอินเดีย, โครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ, การเปลี่ยนดุลอำนาจทางเศรษฐกิจโลก จนถึงการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรกันอย่างดุเดือด ซึ่งแผนนี้เรียกร้องให้สหรัฐปรับปรุงเสถียรภาพของโลกด้วยการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระดับกองทัพต่อกองทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทั้งกับจีนและประเทศในภูมิภาคนี้